
“ ยังพักไม่ได้ ต้องอ่านอีก ไม่งั้นจะรู้สึกผิด”
“ โห คนนั้นเก่งจัง เมื่อวานอ่านหนังสือจนถึงตี 4 วันนี้ยังทำกิจกรรมตั้งหลายอย่าง ไม่ได้ยอมพักเลย ”
เชื่อว่าเพื่อน ๆ หลายคนคงจะเคยมีความคิดนี้อยู่ในหัวกันบ้างไม่มากก็น้อย เมื่อเราอยู่ในยุคที่ใครต่อใครต่างก็ชื่นชมยกย่องคนที่ขยันอ่านหนังสือโต้รุ่งไม่ยอมพัก ทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดให้กับงานหรือการเรียน แต่กลับกัน คนที่เลือกจะแบ่งชีวิตการทำงานการเรียนและชีวิตส่วนตัวออกจากกัน มักถูกมองว่า ไม่ทุ่มเทให้กับชีวิตเอาเสียเลย นานวันเข้าพฤติกรรมเหล่านี้ก็เริ่มทำให้คนตกอยู่ในสภาวะ Toxic Productivity มักคิดว่าตัวเองต้องทำงานหนักกว่านี้ มักรู้สึกว่าตัวเองล้มเหลว ไม่มีคุณค่า และไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตหากหยุดพักหรือมีเวลาว่าง ไม่สามารถหาสิ่งอื่นทำต่อไปได้
🧐 ไหนว่ากันว่า “ถ้าอยากสำเร็จต้องขยัน” แล้วการขยันมันไม่ดียังไง? แล้ว Toxic Productivity คืออะไร?
Toxic Productivity ต่างจากคำที่เราคุ้นเคยกันดีอย่าง Workaholism คำว่า Toxic Productivity นี้หมายถึงความต้องการที่จะทำงานตลอดเวลาจนเสียสุขภาพ เพื่อให้ตัวเองรู้สึก Productive สูงสุด ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงอาจจะไม่ต้องทำถึงขนาดนี้ แต่เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากสังคมและเพื่อไม่รู้สึกผิดต่อตนเองจึงต้องผลักดันตัวเองให้ Productive ตลอดเวลา
🔍 เช็คกันหน่อยดีกว่าพฤติกรรมไหนคือ Toxic Productivity
- รู้สึกผิดต่อการหยุดพัก นั่งเฉย ๆ หรือการทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่การทำงาน
- ผูกคุณค่าตัวเองไว้กับงานที่ทำ โดยไม่คำนึงเลยว่าคุณค่าเรามาจากหลายแง่มุมของชีวิต
- ละเลยต่อคนรอบตัว รวมไปถึงละเลยการดูแลสุขภาพของตัวเอง
- ทุ่มทำงานหนักให้ประสบความสำเร็จในเวลาอันสั้น เพื่อมาทดแทนความรู้สึกด้านลบ เพื่อทำให้รู้สึกว่าตัวเองก็มีคุณค่า
- จิตใจจดจ่ออยู่กับการทำงาน พยายามหาอะไรทำตลอดเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองเป็นคนที่ขยัน มีคุณค่า
- มักเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนรอบข้างว่าตนต้องทำมากกว่านี้ แค่นี้ยังไม่พอ
✅ วิธีการเอาตัวเองออกจากภาวะ Toxic Productivity
👉 รู้จักตัวเอง
สังเกตตัวเองว่าเรากำลังมีปัญหาและเสี่ยงต่อภาวะนี้หรือไม่ เช่น รู้สึกผิดเมื่อตัวเองว่างในวันหยุด ตัดสินคุณค่าตัวเองจากการที่ทำ โฟกัสแต่สิ่งที่ยังไม่ได้ทำจนมองข้ามงานที่เราเคยทำสำเร็จไปแล้ว
👉หยุดตั้งคำถามกับตัวเองว่าจะหาอะไรทำต่อดี
เมื่อทำงานสำเร็จแล้ว ควรเปลี่ยนมาตั้งคำถามแทนว่า “จะทำไรเพื่อพักผ่อน ให้รางวัลตัวเองดีนะ” หากิจกรรมที่ผ่อนคลายทำอาจจะเป็นการดูหนัง ฟังเพลง ออกไปข้างนอก หรือนอนพักผ่อนเพื่อให้ร่างกายและจิตใจได้ผ่อนคลายบ้าง
👉ตระหนักว่าบางครั้งการทุ่มเทมากเกินไปก็ใช่ว่าจะดี
ผลลัพธ์ที่ดีนั้นไม่ได้เกิดจากการที่เราต้องทุ่มเททั้งชีวิต หามรุ่งหามคำ่จนส่งผลเสียต่อร่างกายและจิตใจ ผลลัพธ์ที่ดีนั้นเกิดจากการบริหารเวลาที่ดี การมีความระเอียดรอบคอบ การวางแผนให้เสร็จลุล่วงตามเวลาต่างหาก
👉รู้จักแยกแยะให้เป็น
ต้องแยกชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวออกจากกันให้ได้ และที่สำคัญต้องรู้จักรักษาสมดุลระหว่างการทำงานและการพักผ่อนให้ได้ ต้องรู้ว่าทำแค่ไหนชีวิตจึงจะมีความสุข
👉เลิกเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น
บางครั้งเราอาจจะถูกกดดันจากสังคมให้ทำงานหนักมากขึ้นจากค่านิยมที่เชิดชูการทำงานหนัก จนเราอาจหลงลืมไปว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ หมั่นเตือนสติและตั้งคำถามกับตัวเองว่า เรามีเป้าหมายอะไร สิ่งที่เกิดขึ้นคือสิ่งที่สำคัญและเป็นสิ่งที่เราต้องการทำจริง ๆ หรือเปล่า หรือเป็นเพียงเพราะเราเห็นคนอื่นทำจึงกดดันตัวเองให้ทำตามเฉย ๆ
การที่เราขยันและทุ่มเทให้กับการนั้นไม่ใช่เรื่องที่ผิดเลย แต่เราต้องมี Work-Life Balance ที่ดี พึงรู้ถึงขีดจำกัดความสามารถของตัวเอง อย่าปล่อยให้ค่านิยมของสังคมมามีผลต่อชีวิตของเรา เราไม่จำเป็นต้อง Productive ตลอดเวลา หากเหนื่อยก็พัก เลือกทำสิ่งที่สำคัญและสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่เราต้องการทำจริง ๆ ก็เพียงพอแล้ว NEXKY ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนนะ 💖💪🏻