วิธีสมัครเป็น “คนว่าง (Wang)” ยังไงให้มีรายได้

เพื่อน ๆ คนไหนพร้อมแล้วที่จะเป็น “คนว่าง” แต่มีรายได้ อย่ารอช้า สมัครตาม NEXKY เลย!

📌 (สำหรับเพื่อน ๆ คนไหนที่ยังไม่รู้จักเว็บไซต์ “ว่าง (Wang) สามารถอ่านรายละเอียดได้ที่ 👉🏻 https://cunex.page.link/Qwib

💻 วิธีสมัครง่ายม้ากมาก เพียง 4 ขั้นตอน เท่านั้น

1️⃣  >> เข้าเว็บไซต์ว่าง (Wang) 👉🏻 www.wang.in.th 👈🏻

2️⃣ >> กดสมัครสมาชิก

3️⃣ >> กดสมัครสมาชิกด้วย Facebook

4️⃣ >> กดปุ่มดำเนินการต่อในชื่อ … 

🌟 เพียงเท่านี้เพื่อน ๆ ก็พร้อมเป็นคนว่างอย่างมีสไตล์แล้ว 💵🔥 

หมายเหตุ : วิธีสมัครดังกล่าว สามารถใช้ได้เฉพาะคนที่ใช้อีเมลในการล็อคอิน Facebook เท่านั้น

📌 หากเพื่อน ๆ พบปัญหาการสมัครใช้งาน สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

👉🏻 https://bit.ly/3Itajpy OR

👉🏻 https://bit.ly/3JA9JI5

มาทำความรู้จักเว็บไซต์ว่าง (Wang) กันเถอะ

ช่วงสอบกลางภาคผ่านไปแล้ว 🎉📚 เพื่อน ๆ อาจจะกำลังง่วงเหงาหาวนอน แบบว่าเป็นคนว่าง ๆ อยู่ วันนี้ NEXKY จะมานำเสนอวิธีหาเงินตามสไตล์คนว่าง! เป็นยังไงไปดูกันเลย 🔍🔥

📌 วันนี้ NEXKY ขอนำเสนอเว็บไซต์สุดต๊าชอย่าง “ว่าง (Wang)” ให้เพื่อน ๆ ได้รู้จักกัน


ว่าง หรือ Wang คือแพลตฟอร์มที่ถูกพัฒนาโดยนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 👏🏻✨ โดยเว็บไซต์นี้จะมาเป็นตัวกลางในการเก็บข้อมูล เพื่อนำข้อมูลที่ถูกเก็บเหล่านั้นไปเป็นส่วนหนึ่งในงานวิจัยและพัฒนา AI โดยความต้องการข้อมูล จะถูกนำมาสร้างเป็น “งาน 📚” ให้กับ “คนว่าง 🙋🏻” หรือคนทั่วไปที่ต้องการใช้ “เวลาว่าง ⏰” ให้คุ้มค่า ซึ่ง “งาน” ที่ว่าก็มีหลากหลาย ทั้งงานอัดเสียง, งานตีกรอบรูปรถ, งานแต่งประโยคสอน Bot หรือแม้กระทั่งงานทำแบบสอบถาม โดยคนว่างที่เข้ามาทำจะได้ค่าตอบแทนตามผลงานที่ทำได้ และอ้างอิงจากคุณภาพในการทำงาน นอกจากเพื่อน ๆ จะสามารถเลือกงานได้ด้วยตนเองแล้ว เพื่อน ๆ ยังสามารถเลือกเวลาทำงานได้เองอีกด้วย ไม่ต้องเดินทาง 🚕, ไม่ต้องใช้วุฒิการศึกษา 👩🏻‍🎓, แถมยังถูกกฎหมาย ⚖️ และที่สำคัญ❗️หากเพื่อน ๆ ทำงานสะสมได้ครบ 100 บาท ก็สามารถถอนออกมาใช้ได้ง่าย ๆ สบาย ๆ เลย

🌟 มาถึงตรงนี้หากเพื่อน ๆ คนไหนสนใจจะเป็นคนว่างแล้วล่ะก็ Stay tune! กันอีกนิดนึงนะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ NEXKY จะมาบอกวิธีการสมัครเป็น “คนว่าง” แบบง่ายสุด ๆ ที่จะทำให้เพื่อน ๆ พร้อมเป็นคนว่างที่มีรายได้ ไปพร้อมกัน! 💵💥

ขอขอบคุณข้อมูลจาก 👉🏻 https://bit.ly/3Itajpy 

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 👉🏻 https://bit.ly/3JA9JI5

ประโยค Toxic ที่ต้องเลิก!

💥 ประโยค Toxic ที่พูดแล้วมีข้อเสียมากกว่าข้อดี 💥

เคยรู้สึกไหม?

😔 เรากำลังเศร้า และเพื่อน พยายามพูดปลอบใจ แต่ฟัง ไปดันรู้สึกแย่กว่าเดิม❓

หรือ…เพื่อนเรากำลังเครียด แล้วเราอยากให้กำลังใจ แต่เหมือนพูดไปแล้ว ก็ไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้น❓

วันนี้ NEXKY จะมาบอกตัวอย่าง ❌ ประโยคที่ควรเลี่ยง ❌ และบอกว่าทำไมไม่พูดจะดีกว่า!

1.“คิดบวกสิ”

ภาวะความเครียด หรือซึมเศร้า ไม่ได้เกิดจากการที่คนเราชอบคิดแง่ลบ ถ้าบอกกับเพื่อนว่า “คิดบวกสิ!” มันจะแสดงให้เห็นว่าเราไม่ได้สนใจฟังเพื่อนจริง ๆ จัง ๆ และทำเหมือนว่าความคิดมันเปลี่ยนกันได้ง่าย ๆ ถ้ามันง่ายจริงคนเราจะเครียดกันทำไมล่ะ!

2. “สู้ ๆ ”

พูดคำนี้ไปแล้ว เพื่อนอาจจะรู้สึกว่า เขาต้องเผชิญหน้ากับปัญหาด้วยตัวคนเดียว หลาย ๆ คนชอบพูดว่า “สู้ ๆ ” เพื่อจะตัดบทสนทนาให้จบแบบสั้น ๆ อีกด้วย

3. “ฉันเข้าใจเธอนะ”

คนเราไม่สามารถเจอประสบการณ์เดียวกันแบบ 100% ได้ ทุกคนล้วนมีการเดินทางที่ต่างกัน ถึงแม้ว่าประโยคนี้จะฟังดูดี แต่ผู้ฟังฟังแล้วอาจจะเกิดการเปรียบเทียบ และทำให้รู้สึกแย่ลงก็เป็นได้

4. “เรื่องนี้ก็เกิดกับฉันเหมือนกัน”

ย้ำ! คนเรารู้สึกเหมือนกันไม่ได้ การพูดประโยคนี้จะทำให้เราไม่ใช่ผู้ฟังที่ดี หลาย ๆ ครั้งพูดไปแล้ว บทสนทนาก็จะต่อไปด้วยเรื่องราวที่ ‘เรา’ ไปเจอมา กลายเป็นเรื่องราวของ ‘เพื่อน’ ถูกตัดบทเอาซะได้ สุดท้ายเขาก็อาจจะรู้สึกเหมือนไม่มีใครรับฟัง และรู้สึกโดดเดี่ยว

5. “แค่นี้เอง เดี๋ยวก็ดีขึ้น”

ปัญหาเล็กของเรา อาจเป็นปัญหาใหญ่สำหรับคนอื่น ปัญหาใหญ่ของเรา อาจเป็นปัญหาเล็กของคนอื่น เราไม่มีสิทธิที่จะตัดสินปัญหาของคนอื่นว่าไม่สำคัญ แถม! ปัญหาด้านจิตใจไม่ใช่ปัญหาที่เวลาจะเยียวยาได้เสมอไป เพียงแค่พูด “เดี๋ยวก็ดีขึ้น” มันจะช่วยได้อย่างไร บทสนทนาจะจบเร็วอีกต่างหาก ผู้ฟังก็จะรู้สึกโดดเดี่ยวและแย่กว่าเดิมอีก

6. “มีเรื่องที่แย่กว่านี้อีก”

ประโยคนี้ทำให้เราดูไม่แคร์เพื่อนจริง ๆ มันคือการที่เราบอกว่า สิ่งที่เพื่อนรู้สึก หรือเจอมานั้น เป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่สำคัญ ในขณะที่เพื่อนกำลังรู้สึกตรงกันข้ามแบบสุด ๆ และทำให้เขารู้สึกผิดที่เป็นแบบนี้อีกต่างหาก

7. “ดูคนที่เขาลำบากกว่าสิ”

พูดแบบนี้ก็คือการเปรียบเทียบอีกแล้ว หนำซ้ำเหมือนกับการที่เราไปบอกเพื่อนว่า เขาควรจะดีใจด้วยซ้ำที่รู้สึกหรือเจอเหตุการ์ณนั้น ๆ เพราะมันก็ไม่ได้แย่นิ!

.

.

❗️NEXKY รู้ว่าประโยคพวกนี้ฟังดูดี และทุกคนอาจจะไม่ได้หมายความร้าย ๆ แต่จำไว้ว่า ทุกคนรู้สึกต่างกันออกไปต่อคำพูดเดียวกัน 

💖 ประโยคเหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่าง ทางที่ดีควร ‘ถาม’ ว่าเราจะช่วยอย่างไรได้บ้าง หรือเพียงเปิดใจ ‘ฟัง’ เพื่อนจริง ๆ ก็ช่วยได้นะ

❗️อย่าลืมอยู่ข้าง ๆ เพื่อน เป็นเพื่อนที่แท้จริงกับคนที่เรารักนะ❗️

Toxic Phrases to Quit!

💥 Toxic phrases that do more harm than good 💥

Has this ever happened to you before?

😔 You’re feeling down and others are saying things to try and make you feel better, but listening to those things just aren’t helping or make you feel worse❓

Or…Your friend is stressed about something and you want to cheer them up, but it seems like you’re not helping❓

Today, NEXKY will help you list out some ❌ phrases to AVOID ❌ and why sometimes they might do more harm than good!

1. “Good vibes only.”

Being stressed or depressed is not about having the wrong mentality. If you say “good vibes only,” it might show that you’re ignoring your friend’s situation and telling them to just change their mood as if it is easy and doable.

2. “Cheer up.”

Saying this might convey the meaning that they have to fight this battle alone. It is also the phrase people would just say to end the conversation quickly.

3. “I completely understand you.”

No one could ever experience the same exact things that others have. We all have different paths we have walked on and will walk on. Even though it might sound nice to say, this could lead to comparison and worsen your friend’s mentality.

4. “This happened to me before too.”

Again, no one could experience the same things. Saying this is shifting the spotlight onto yourself! You’re not actually being a good listener. The conversation will slowly be filled with YOUR story. Your friend will feel like their stories are not being heard and feel lonely.

5. “It’s not a big deal. You’ll get over it.”

Your small problems might be ‘big’ for others and vice versa! You have no right to judge whether others’ problems are trivial. Additionally, mental health is not something that time could heal. Saying “you’ll get over it” is another way to end the conversation quickly and your friend will be left alone with their thoughts.

6. “It could be worse.”

This phrase will make you an indifferent person. You are disregarding your friend’s situation as insignificant, even when your friend is feeling the complete opposite. It will also make your friend feel bad for feeling like so.

7. “Other people have it worse.”

Again, you’re comparing your friend to others and say that they should be lucky they are in this situation because it is not that bad.

.

.

❗️NEXKY knows that these phrases might sound nice and you didn’t mean it in a bad way. However, different people react differently to different phrases. 

💖 These are just examples. It is better to ASK how you can help or simply actively LISTEN to them. 

❗️Remember to be there for your friends❗️

⚒️ Figma Shortcuts รวมคีย์ลัดที่สาย UX/UI ห้ามพลาด❗️

เพื่อน ๆ หลายคนที่ทำ UX/UI อาจจะรู้จักหรือคุ้นเคยกับ “Figma” โปรแกรมออกแบบเว็บไซต์ที่มีข้อดีมากมาย⚒️ ไม่ว่าจะเป็นการที่สามารถใช้งานบน browser ได้โดยไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมเพิ่มหรือสามารถทำงานออกแบบร่วมกันเป็นทีมได้ ซึ่งข้อดีเหล่านี้ก็ช่วยให้ชีวิตการออกแบบของเพื่อน ๆ ง่ายขึ้น↗️ แต่ NEXKY อยากบอกว่าเพื่อน ๆ สาย UX/UI จะสามารถทำงานได้ง่ายขึ้นไปอีกขั้นด้วย “คีย์ลัด Figma” ที่ NEXKY นำมาฝากเพื่อน ๆ ทุกคนในวันนี้❗️

ถ้าพร้อมแล้วก็ตาม NEXKY มาดูกันเลยดีกว่า


+ 👉 Zoom In

– 👉 Zoom Out

Shift + 0 👉 Zoom 100%

Shift + 1 👉 Zoom ให้เห็น element ทั้งหมด

Shift + 2 👉 Zoom ให้เห็น element ที่เลือก

T 👉 พิมพ์ข้อความ

R 👉 วาดสี่เหลี่ยม

L 👉 วาดเส้นตรง

O 👉 วาดวงกลม

F 👉 สร้างกรอบ

I 👉 เปิดใช้งาน Color Picker (จิ้มเลือกสี)

Ctrl หรือ Command + / 👉 เปิด Tab ค้นหา

Ctrl หรือ Command + D 👉 คัดลอก element โดยไม่ต้องกดวาง

ALT หรือ Option + H 👉 เลื่อนให้เท่ากันในแนวนอน

ALT หรือ Option + V 👉 เลื่อนให้เท่ากันในแนวตั้ง

Shift + H 👉 พลิกแนวนอน

Shift + V 👉 พลิกแนวตั้ง


นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของคีย์ลัดทั้งหมดเท่านั้น ถ้าเพื่อน ๆ ต้องการกดดูคีย์ลัดทั้งหมดที่มีก็สามารถกด “Ctrl หรือ Command + Shift + ?” ได้เลย

NEXKY หวังว่า “คีย์ลัด Figma⚒️” ที่ NEXKY รวบรวมมาฝากจะช่วยให้เพื่อน ๆ ทุกคนสามารถทำงานได้อย่างสะดวกรวดเร็วและง่ายขึ้นนะ ก่อนจะจากกันไป สำหรับเพื่อน ๆ คนไหนที่กำลังปั่นงานอยู่ NEXKY ก็ขออวยพรให้เพื่อน ๆ ทุกคนทำงานเสร็จทัน deadline ได้คะแนนเต็มกันถ้วนหน้าเลย💯 NEXKY ไปแล้วนะ บ๊ายบาย👋

7 วิธีออมเงินแบบเบสิคที่จะช่วยให้เงินเก็บมีแต่พุ่งกับพุ่ง!📈

จะหมดเดือนมีนาแล้ว มีตังค์ยัง?💰 ออมเงินใครบอกว่ายาก NEXKY มาพร้อมวิธีเก็บเงินแบบเบสิคที่จะช่วยให้เพื่อน ๆ มีเงินเก็บเต็มบัญชี มามะ มาลองกัน!

วิธีที่ 1️⃣ : แยกบัญชี 💳

วิธีแรกที่สุดแสนจะเบสิคที่หลายคนคุ้นเคยกันดี ก็คือแยกบัญชีนั่นเอง!

เชื่อว่าหลาย ๆ คน อาจจะมีบัญชีธนาคารมากมายหลากหลายแบบไม่ซ้ำจำธนาคารกันไม่ได้เลยก็ว่าได้ 

ซึ่ง NEXKY ขอแนะนำว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่ดีและจะทำให้เราวางแผนการเก็บเงินอย่างเป็นระบบได้มากขึ้น

โดยอาจจะลองเปิดบัญชีแยกส่วนต่าง ๆ ไว้ เช่น บัญชีเงินเก็บที่จะไม่มีวันเอาเงินออกมาใช้ และบัญชีที่ไว้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน หรือบัญชีเงินฉุกเฉินไว้เบิกยามความจำเป็น 

แค่เท่านี้ก็จะช่วยให้เพื่อน ๆ สามารถจัดการเงินก้อนแบบมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นได้แล้ว~

วิธีที่ 2️⃣ : โอนเงินเก็บตั้งแต่ต้นเดือน 💸

วิธีที่สองที่จะช่วยให้เรามีเก็บเงินมากขึ้นนั่นก็คือ การเก็บเงินตั้งแต่ต้นเดือนนั่นเอง!

ซึ่งวิธีนี้เหมาะกับคนที่ได้รับค่าขนมเป็นเดือน ซึ่งอาจจะแบ่งเงินไว้ก้อนหนึ่งที่เราตัดสินใจว่าจำนวนนี้เป็นจำนวนที่โอเคและจะไม่กระทบการใช้เงินในเดือนนั้น ๆ แบบที่ไม่ต้องไปยืมเงินจากบัญชีฉุกเฉินหรือบัญชีเงินเก็บก็ตาม 

โดยโอนเข้าบัญชีเงินเก็บตั้งแต่ได้รับเงินเดือนหรือค่าขนมมาเลย ซึ่งจะทำให้เราต้องวางแผนและจัดสรรการใช้เงินที่เหลือได้ดีและคิดอย่างถี่ถ้วนมากขึ้น! 💵💶💷

วิธีที่ 3️⃣ : โอนเงินเก็บวันละ 50 บาท 🗓

วิธีที่สามที่ทุกคนอาจจะเคยทำสมัยที่ยังได้เงินเดือนเป็นเงินสด นั่นก็คือ ‘การเก็บแบงค์ 50’ นั่นเอง

ซึ่งวิธีนี้ก็ปรับเปลี่ยนจากการเก็บแบงค์เป็นการโอนเงินเข้าบัญชีเงินเก็บวันละ 50 บาท

อาจจะฟังดูเป็นจำนวนที่ไม่เยอะ แต่เพื่อน ๆ รู้ไหมว่า เดือนนึงเราจะเก็บเงินได้ประมาณ 1,500 บาทเลยทีเดียว! 🤩

หรือใครคิดว่า 50 บาทเป็นจำนวนที่สูงไป ลองเปลี่ยนเป็นออมวันละ 20 บาททุกวันก่อนก็ได้นะ👌🏻

วิธีที่ 4️⃣ : เก็บเงินตามตารางออมเงิน 📅

ทุกคนอาจจะคุ้นเคยและเคยเห็นตารางแบบนี้ในอินเตอร์เน็ตเพราะมีคนทำมาแจกมากมาย ซึ่งนั่นก็คือ ‘ตารางออมเงิน’ นั่นเอง

ซึ่งวิธีนี้เป็นการออมเงินแบบขั้นบันได โดยใครที่เป็นสายเก็บเงินแบบอยากมีเรื่องสนุก ๆ หรือตั้ง challange ให้ตัวเองได้ทำตามทุกวัน ก็สามารถลองวิธีนี้ได้เลย! 

โดยที่ในวันแรก ๆ จะเก็บเงินในจำนวนที่น้อยก่อนและเมื่อวันและเวลาผ่านไปมากขึ้น เราก็จะเริ่มเก็บเงินในจำนวนที่มากขึ้น 

โดยเพื่อน ๆ สามารถเสิร์จหาตารางแบบนี้ได้ที่ Google ว่า ‘ตารางออมเงิน’ และดูจำนวนเงิน total หรือจำนวนเงินทั้งหมด ที่ตารางนั้นบอกไว้ว่าเมื่อเราออมเงินครบตามโปรแกรมเราจะได้เงินเก็บเท่าไร

และถูกใจยอดไหนก็เลือกออมเงินตามตารางนั้นได้เลย 

แต่บอกเลยว่าวิธีนี้ต้องมีวินัยสุด ๆ เพราะถ้าขาดไปวันเดียวล่ะก็ ยอดเงินที่เราเก็บได้ก็จะไม่เท่ายอดที่เราได้ตั้งเป้าหมายไว้นั่นเอง 💪🏻

วิธีที่ 5️⃣ : นำเงินไปลงทุน 💲

ยุคนี้คิดว่าหลาย ๆ คนอาจจะเริ่มเข้าวงการหุ้นหรือคริปโตกันแล้ว ซึ่งหลักเกณฑ์ก็คือนำเงินไปลงทุนเพื่อรอผลตอบแทนที่มากกว่า! 📈

ซึ่งก็มีหลากหลายแบบให้เลือกเลยไม่ว่าจะเป็นการลงเงินกับกองทุนระยะยาว เล่นหุ้นหรือเทรดคริปโต ซึ่งถ้าใครชอบแนวไหน ก็สามารถลุยได้เลย!

แต่อย่าลืมนะ! ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง ดังนั้นต้องคิดให้รอบคอบเสมอ!

วิธีที่ 6️⃣ : หยอดกระปุกออมสิน 🐖

วิธีสุดแสนจะคลาสสิคที่เชื่อว่าทุกบ้าน ทุกคนต้องเคยผ่านมา นั่นก็คือ ‘การหยอดกระปุกออมสิน’ นั่นเอง

ซึ่งเหมาะกับใครหลาย ๆ คนที่มีเศษเหรียญเต็มกระเป๋าและยังพกเงินสดใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน 

โดยเริ่มจากเลือกกระปุกออมสินสวย ๆ ที่ถูกใจแล้วเริ่มหยอดเงินกันเลย! หยอดเหรียญบาท, ห้าบาท, สิบบาทหรือจะหยอดเป็นแบงค์ก็ได้นะ

ใครจะไปรู้เงินที่หยอด ๆ ไปนั้น มานับอีกทีอาจจะให้ยอดเงินที่คาดไม่ถึงเลยก็เป็นไปได้! 💰

วิธีที่ 7️⃣ : กดเงินสดออกมา 💵

วิธีสุดท้ายนี้เป็นวิธีที่ค่อนข้างจะหักดิบสำหรับที่เก็บเงินไม่ค่อยจะอยู่ 💔 

เชื่อว่าสมัยนี้หลาย ๆ คนหันมาใช้ Internet banking กันแล้วและถึงขั้นที่ว่าบางคนไม่พกเงินสดในกระเป๋าเลยสักบาท 

ซึ่งเจ้า internet banking ตัวดีนี่แหละที่ทำให้การใช้จ่ายอะไร ๆ ก็ดูง่ายไปซะหมด เพราะเพียงแค่จิ้มหน้าจอไม่กี่ครั้งก็ทำให้เราเสียตังค์ได้แล้ว

ดังนั้นวิธีนี้คือวิธีที่จะช่วยให้เราใช้ internet banking ได้น้อยลง โดยการถอนเงินสดออกมาเก็บ 

แต่ต้องหาที่เก็บให้ดี ๆ ! กันหายหรือคนขโมยและกันพวกแมลงที่จะมาทำลายแบงค์ได้ด้วยนะ! 🐜

……

จบกันไปแล้วกับ 7 วิธีการออมเงินสุดเบสิคที่จะช่วยเพิ่มเงินเก็บให้พุ่ง! 📈

หรือใครมองว่าเบสิคมากไป ลองนำวิธีต่าง ๆ ไปปรับและทำให้แอดวานซ์มากยิ่งขึ้นได้นะ!

แล้วก็อย่ารอช้า เริ่มออมเร็วมากเท่าไร ยิ่งได้เงินมากเท่านั้น เพราะฉะนั้นใครที่อ่านเสร็จแล้ว มามะ เริ่มออมกันตั้งแต่วันนี้เลย! เลือกวิธีที่ถูกใจและโก โก โก 💪🏻💥

สุดท้ายนี้ NEXKY ขอเป็นกำลังใจให้เพื่อน ๆ ออมเงินให้ได้นะ! ขอตัวลาไปหยอดกระปุกหมูที่บ้านก่อนน้า~ 🐽👋🏻✨

‘Self-reflection’ ทักษะดี ๆ ที่จะช่วยให้ชีวิตพัฒนาขึ้นแบบก้าวกระโดด!📈✨

วันนี้ NEXKY จะพาเพื่อน ๆ ไปทำความรู้จักกับ ‘Self-reflection’ ทักษะดี ๆ ที่จะช่วยให้ชีวิตพัฒนาขึ้นแบบก้าวกระโดด!📈✨

👀 หลายคนอาจจะเคยได้ยินมาบ้างหรืออาจจะเคยฝึกทักษะนี้กันมาบ้างแล้ว แต่วันนี้ NEXKY จะพามาทำความรู้จัก Self-reflection กันแบบหมดเปลือกตั้งแต่ความหมาย ประโยชน์ไปจนถึงวิธีการฝึกทักษะนี้กัน! พร้อมแล้วก็ตามไปอ่านกันเลย👇🏻


Self-reflection คืออะไรนะ? 🧐

Self-reflection คือ การสะท้อนตัวตนโดยการพิจารณา ไตร่ตรองสิ่งต่าง ๆ รอบตัวและเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับตัวเอง ผ่านการสังเกตตัวเองและคิดวิเคราะห์เกี่ยวกับตัวเอง หรือพูดง่าย ๆ ก็คือเหมือนเป็นการหยุดพักและอยู่กับตัวเองให้มากขึ้น 

ซึ่งถ้าถามว่าทำไมต้องพัฒนาทักษะนี้แล้วล่ะก็? ก็เพราะว่าถ้าเราขาดทักษะนี้ไป จะคล้ายกับเราเดินไปเรื่อยๆ ในแต่ละวันโดยไม่มีจุดหมายเพราะเรารู้จักตัวเองไม่ดีพอที่จะรู้ว่าตัวเราเองนั้นต้องการอะไร🚶🏻

แล้วมันมีประโยชน์อะไรบ้างหรอ? 🤩

การทบทวนตัวเองมีประโยชน์มากมายหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะพัฒนาความคิดและบุคลิกภาพหรือนิสัยใจคอให้ไปในทิศทางที่ดีขึ้น แล้วยังช่วยพัฒนาทักษะอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียนหรือการทำงาน


โดยวันนี้ NEXKY ขอยกข้อดีมา 5 ข้อ จะมีอะไรบ้างนั้น? ตามมาดูกัน!👋🏻

ข้อดีที่ 1️⃣ : ทำให้เรารู้จักตัวเองดีขึ้น รู้ว่าตัวเองมีจุดเด่นและจุดด้อยอะไรที่ควรปรับปรุงแก้ไขและนำไปใช้ประโยชน์ได้

ข้อดีที่ 2️⃣ : เมื่อเรารู้จักตัวเองดีขึ้นแล้ว จะช่วยให้เรารู้ว่าเป้าหมายชีวิตและสิ่งที่เราต้องการในชีวิต ซึ่งจะช่วยให้เราวางแผนการใช้ชีวิตได้ดีมากขึ้น 

ข้อดีที่ 3️⃣ : ช่วยพัฒนาทักษะการตัดสินใจ ให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น และช่วยให้เรารับมือกับปัญหาต่าง ๆ ที่เข้ามาได้ดีขึ้น

ข้อดีที่ 4️⃣ : ช่วยเสริมความมั่นใจในตัวเองและการรับรู้คุณค่าของตัวเองให้มากขึ้นได้

ข้อดีที่ 5️⃣ : ช่วยให้เราเข้าใจเพื่อนมนุษย์และความรู้สึกของคนอื่นมากขึ้นด้วย


โอ้โห น่าสนใจขนาดนี้ แต่เราจะเริ่มฝึกทักษะนี้ยังไงดีนะ? 🤔

📲 ยุคสมัยนี้ที่ผู้คนรับสารเร็ว คิดเร็ว ประมวลผลเร็ว แถมยังมีข้อมูลต่าง ๆ มากมายนับไม่ถ้วนนั้น ทำให้บางทีเราอาจจะต้องหยุดคิดหรือลองคิดให้ช้าลงและไต่ตรองกับข้อมูลแต่ละอย่างให้มากขึ้นและละเอียดกว่าเดิม

ซึ่งการฝึกทักษะนี้มีได้หลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการคิดกับตัวเองในหัว การวาดรูป หรือการแสดงออกมาทางศิลปะและดนตรี 💭🎨🎶 แต่วันนี้ NEXKY ขอแนะนำวิธีที่เบสิคที่สุดที่ทุกคนทำตามกันได้เลยคือ ‘การเขียน’ นั่นเอง 📝

โดยการเขียนมีได้หลากหลายวิธียิบย่อยมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเขียนระบายความรู้สึก เช่น เรารู้สึกอย่างไรในเหตุการณ์นั้น หรือการเขียนสะท้อนตัวเองออกมาว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง แล้วเรารู้สึกและได้เรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์นั้น

ซึ่งการเขียนไม่ใช่แค่การเขียนบรรยายหรือสรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉย ๆ แต่เป็นการอธิบาย วิเคราะห์และประมวลผลเหตุการณ์นั้น ๆ ออกมา ซึ่งเมื่อเราได้อธิบายเหตุการณ์และได้วิเคราะห์และทำการประมวลผลออกมาแล้วนั้น จะช่วยให้เราได้พัฒนาความคิดและช่วยเพิ่มมุมมองในการมองและพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ได้ดีมากขึ้น และเมื่อทำบ่อย ๆ ทักษะการคิดวิเคราะห์และประมวลผลนั้นก็จะถูกพัฒนาเช่นเดียวกัน💡

ซึ่งวิธีการเขียนนั้นไม่มีวิธีตายตัว แค่เขียนออกมาให้เรารู้สึกว่าเราได้สะท้อนความคิดและไต่ตรองเหตุการณ์ที่เราได้พบเจออยู่จริง ๆ ก็จะช่วยให้พัฒนาทักษะดังกล่าวนี้ได้แล้ว แต่ถ้าใครอยากศึกษาวิธีเพิ่มเติม ลองเสิร์ชว่า ‘การเขียน self-reflection’ หรือ ‘‘reflective writing’ ดูก็ได้นะ

✨ว้าว~ น่าสนใจแล้วยังมีประโยชน์มากมายขนาดนี้ จะรอช้าทำไม? ก็มาเริ่มพัฒนาทักษะนี้กันได้เลย~ ยิ่งเริ่มเร็ว ยิ่งพัฒนาเร็ว! บอกเลยว่างานนี้ ใครเริ่มก่อนได้เปรียบ!💪🏻

มามะ มาเริ่มกัน! จับปากกาแล้วลงมือเขียนกันได้เลย✍🏻💥

ที่มา : 

https://www.deakin.edu.au/students/studying/study-support/academic-skills/reflective-writing

https://www.welovebookpacker.com/self_reflection/

https://www.happyfresh.co.th/blog/health-psychology/self-reflection-helps-improve-personal-growth/

Masked Depression เรากำลังมี “ภาวะซึมเศร้าซ่อนเร้น” อยู่หรือเปล่านะ❓

สวัสดีเพื่อน ๆ ทุกคน กลับมาพบกับ NEXKY กันอีกแล้ว👋

ช่วงนี้เพื่อน ๆ หลายคนอาจจะกำลังรู้สึกเหนื่อยจากการสอบกลางภาค บางคนอาจจะสอบเสร็จแล้ว หรือบางคนยังสอบไม่เสร็จ อย่างไรก็ตาม NEXKY ขอเป็นกำลังใจให้เพื่อน ๆ ทุกคนเลยนะ🌈 สำหรับวันนี้ NEXKY อยากจะชวนเพื่อน ๆ มาใช้เวลาว่างสำรวจตัวเองกันว่าตอนนี้เพื่อน ๆ กำลังมี “ภาวะซึมเศร้าซ่อนเร้น” โดยไม่รู้ตัวอยู่หรือเปล่า ถ้าเพื่อน ๆ พร้อมแล้ว มาสำรวจไปด้วยกันกับ NEXKY นะ🔎

🚨TW : Depression🚨
โรคซึมเศร้า VS ภาวะซึมเศร้าซ่อนเร้น

“โรคซึมเศร้า” เป็นสภาวะทางจิตใจที่เกิดจากความผิดปกติของการหลั่งสารเคมีในสมอง ส่งผลให้เกิดความผิดปกติทางอารมณ์ ซึ่งจะมีอาการซึมเศร้าอย่างชัดเจน เช่น เบื่อหน่าย ท้อแท้ หมดกำลังใจ รู้สึกไร้ค่า และขาดความสนใจในกิจกรรมที่เคยชอบ นอกจากนี้อาจมีอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลด นอนไม่หลับเข้ามาร่วมด้วย

แตกต่างจาก “ภาวะซึมเศร้าซ่อนเร้น” หรือ “Masked Depression” ที่มักไม่พบอาการซึมเศร้าที่ชัดเจน และผู้ที่มีภาวะนี้ก็ยังสามารถรับผิดชอบหน้าที่ และทำกิจวัตรประจำวันได้ปกติ สามารถยิ้มแย้มและพุดคุยทักทายได้เหมือนไม่มีอะไร แต่ภายในใจอาจมีความวิตกกังวล ไม่มีความสุข และมักจะพูดถึงหรือแสดงอาการเจ็บป่วยทางกายให้เห็นบ่อย ๆ ซึ่งถ้าหากปล่อยไว้นาน ๆ โดยไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้อง อาจจะนำไปสู่การเป็นโรคซึมเศร้าได้ในอนาคต


มาทำ Checklist กัน❗️ช่วงนี้เพื่อน ๆ มีอาการของภาวะซึมเศร้าซ่อนเร้นหรือเปล่า

✅ นอนไม่หลับ

✅ หงุดหงิดง่ายเมื่อมีอะไรไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง

✅ รับประทานอาหารน้อยลง ไม่มีความอยากอาหาร

✅ มีอาการป่วยแบบไม่ทราบสาเหตุ เช่น ปวดหัว ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน หายใจไม่อิ่ม

✅ หลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงความรู้สึกของตัวเอง

✅ มีอาการย้ำคิดย้ำทำ อยากให้ทุกอย่างออกมาสมบูรณ์แบบ

✅ มีพฤติกรรมแบบ Workaholic หรือทุ่มเทกับงานมากเกินไป

อ่านเพิ่มเติม “Masked Depression เรากำลังมี “ภาวะซึมเศร้าซ่อนเร้น” อยู่หรือเปล่านะ❓”

CV vs Resume ต่างกันยังไง 👀📝

🤔 ทุกคนเคยสงสัยไหมว่า CV กับ Resume เหมือนหรือต่างกันอย่างไร ใช้แทนกันได้ไหมเพราะทั้งคู่ก็น่าจะเหมือน ๆ กัน⁉️ วันนี้ NEXKY จะพาทุกคนมาไขข้อข้องใจกันว่า ที่จริงแล้ว CV กับ Resume นั้นมีจุดต่างกันหลายอย่างทั้งด้านรูปแบบและการใช้งาน


CV

CV นั้นย่อมาจากคำว่า Curriculum Vitae มีรากศัพท์มาจากภาษาละตินที่แปลว่า “เรื่องราวชีวิตของคุณ” คือเอกสารที่ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับประวัติการศึกษา การทำงาน ประสบการณ์และความสำเร็จต่าง ๆ โดยเฉพาสิ่งที่เป็นกิจกรรมทั้งในรั้วและนอกรั้วมหาวิทยาลัย งานวิจัย หรือรางวัลที่ได้รับที่เกี่ยวข้องกับงานวิชาการและการศึกษา ทั้งนี้อาจรวมถึงประวัติ ส่วนตัวโดยย่อ เช่น เชื้อชาติ วันเกิด สถานภาพ รูปภาพใบหน้าของตนเอง 

Resume

คือประวัติการศึกษาและการทำงานโดยสังเขป โดยใน Resume จะมีการระบุถึงการศึกษา ความรู้ ทักษะและประวัติการทำงานของบุคคลนั้น ๆ Resume นั้นจะสามารถปรับแต่งเพื่อให้เข้ากับตำแหน่งงานที่เราสมัครได้ถือเป็นการสร้างความโดดเด่นให้กับตัวเอง


ความแตกต่างระหว่าง CV กับ Resume

📝 รูปแบบ

  • CV : มีรูปแบบที่ค่อนข้างชัดเจน แน่นอนและไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงมากนัก นอกจากจะมีการเพิ่ม รายละเอียดของความสำเร็จหรือคุณสมบัติต่าง ๆ ทางด้านวิชาการและการศึกษา
  • Resume :  มีรูปแบบที่ยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมเพื่อให้เหมาะกับงานแต่ละงานที่จะสมัคร มักจะต้องเขียนอย่างเจาะจงเพื่อให้ตรงตามคุณสมบัติที่องค์กรต้องการ

📝 ความยาว

  • CV : เป็นเอกสารที่บอกถึงประวัติการทำงานเชิงลึกที่ผ่านมาโดยละเอียดซึ่งโดยทั่วไปจะมีความยาวอย่างน้อย 2 หน้ากระดาษขึ้นไป 
  • Resume : เป็นเอกสารที่มีเนื้อหากระชับ เพราะฉะนั้น Resume ที่ดีจึงมักยาวเพียง 1 หน้ากระดาษ

📝 การนำไปใช้งาน

  • CV : ใช้ในเชิงวิชาการ เช่น การยื่นขอทุนการศึกษา การสมัครเรียนในต่างประเทศ หรือสมัครงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาและวิชาการ
  • Resume : ใช้ในการสมัครงานทั่วไป

และที่ก็คือข้อมูลความแตกต่างระหว่าง CV กับ Resume ที่ NEXKY เอามาฝากทุกคนในวันนี้ รู้อย่างนี้แล้วเวลาจะยื่นสมัครงานหรือยื่นขอทุนการศึกษาเพื่อน ๆ ต้องดูให้ดีนะว่าองค์กรนั้นต้องการอะไรจะได้ไม่พลาดกัน🥳 สุดท้ายนี้ NEXKY ก็ขอเป็นกำลังใจให้เพื่อน ๆ ทุกคนแล้วก็อย่าลืมดูแลรักษาสุขภาพกันด้วยนะ 💖

การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับนิสิตและบุคลากร จุฬาฯ

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเห็นความสำคัญของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือกฎหมาย PDPA (Personal Data Protection Act) ที่จะเริ่มบังคับใช้เต็มรูปแบบในวันที่ 1 มิถุนายน 2565 ซึ่งจะให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล หมายเลขบัตรประชาชน รวมไปถึงข้อมูลที่มีความอ่อนไหว เช่น เชื้อชาติ ศาสนา พฤติกรรมทางเพศ ข้อมูลทางสุขภาพ ฯลฯ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถระบุถึงตัวเจ้าของข้อมูลนั้นได้ อาจเป็นได้ทั้งข้อมูลในรูปแบบเอกสาร กระดาษ หนังสือ หรือจัดเก็บในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้

นิสิตและบุคลากรจุฬาฯ จึงจำเป็นต้องรู้เท่าทันกฎหมายฉบับนี้ เพื่อให้รอดพ้นจากการกระทำที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งอาจได้รับผลกระทบตามมาหากขาดความรู้เกี่ยวกับ พ.ร.บ. ฉบับนี้ มหาวิทยาลัยจึงได้สรุปข้อมูลที่นิสิตและบุคลากรควรรู้เกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ดังนี้