จบใหม่ไปทำงานประจำต้องทำอย่างไร “วัยรุ่น”

เป็นวัยรุ่นมันเหนื่อย 😣 NEXKY เชื่อว่า หลาย ๆ คนคงรู้สึกถึงอาการเหนื่อยใช่ไหมล่ะ! ที่สำคัญเพื่อน ๆ ที่ใกล้จะเรียนจบก็มักจะเจอกับคำถามในหัวว่า ‘เรียนต่อดีหรือทำงานเลย’

สำหรับเพื่อน ๆ ที่ได้คำตอบแล้วว่าจะทำงานเลย! วันนี้ NEXKY มีบทความดี ๆ มาฝาก “จบใหม่ไปทำงานประจำต้องทำอย่างไร” เนื้อหาจะเป็นอย่างไร กดอ่านได้ทั้งบทความหรือรูปตามด้านล่างได้เลย 👇


จบใหม่ไปทำงานประจำต้องทำอย่างไร “วัยรุ่น”

เป็นวัยรุ่นมันเหนื่อย 😣 NEXKY เชื่อว่า หลาย ๆ คนคงรู้สึกถึงอาการเหนื่อยใช่ไหมล่ะ! ที่สำคัญเพื่อน ๆ ที่ใกล้จะเรียนจบก็มักจะเจอกับคำถามในหัวว่า ‘เรียนต่อดีหรือทำงานเลย’

สำหรับเพื่อน ๆ ที่ได้คำตอบแล้วว่าจะทำงานเลย! วันนี้ NEXKY มีบทความดี ๆ มาฝาก “จบใหม่ไปทำงานประจำต้องทำอย่างไร” เนื้อหาจะเป็นอย่างไร กดอ่านได้ทั้งบทความหรือรูปตามด้านล่างได้เลย 👇


จบใหม่ไปทำงานประจำต้องทำอย่างไร “วัยรุ่น”

เป็นวัยรุ่นมันเหนื่อย 😣 NEXKY เชื่อว่า หลาย ๆ คนคงรู้สึกถึงอาการเหนื่อยใช่ไหมล่ะ! ที่สำคัญเพื่อน ๆ ที่ใกล้จะเรียนจบก็มักจะเจอกับคำถามในหัวว่า ‘เรียนต่อดีหรือทำงานเลย’

สำหรับเพื่อน ๆ ที่ได้คำตอบแล้วว่าจะทำงานเลย! วันนี้ NEXKY มีบทความดี ๆ มาฝาก “จบใหม่ไปทำงานประจำต้องทำอย่างไร” เนื้อหาจะเป็นอย่างไร กดอ่านได้ทั้งบทความหรือรูปตามด้านล่างได้เลย 👇


จบใหม่ไปทำงานประจำต้องทำอย่างไร “วัยรุ่น”

เป็นวัยรุ่นมันเหนื่อย 😣 NEXKY เชื่อว่า หลาย ๆ คนคงรู้สึกถึงอาการเหนื่อยใช่ไหมล่ะ! ที่สำคัญเพื่อน ๆ ที่ใกล้จะเรียนจบก็มักจะเจอกับคำถามในหัวว่า ‘เรียนต่อดีหรือทำงานเลย’

สำหรับเพื่อน ๆ ที่ได้คำตอบแล้วว่าจะทำงานเลย! วันนี้ NEXKY มีบทความดี ๆ มาฝาก “จบใหม่ไปทำงานประจำต้องทำอย่างไร” เนื้อหาจะเป็นอย่างไร กดอ่านได้ทั้งบทความหรือรูปตามด้านล่างได้เลย 👇


5 วิธี มีฟอนต์ลายมือเป็นของตัวเอง

ทุกคนเคยคิดที่อยากจะนำลายมือของตัวเองมาสร้างเป็นฟอนต์กันบ้างไหม❓ วันนี้ NEXKY จะมาสอนวิธีทำฟอนต์ลายมือง่าย ๆ ที่ใครก็ทำได้ แถมยังทำได้ฟรีอีกด้วย ดีขนาดนี้ไม่ลองไม่ได้แล้ว มาดูวิธีกันเลยดีกว่า!


1. เริ่มจากเข้าไปที่เว็บไซต์ www.calligraphr.com แล้วกดคำว่า ‘Get started free’ เพื่อทำการสมัครสมาชิกแบบฟรีกันก่อนเลย หลังจากที่เพื่อน ๆ ทำการกรอกรายละเอียดลงทะเบียนเรียบร้อยหมดแล้ว ก็สามารถกด Log in เข้าเว็บไซต์ได้เลยจ้า👏

2. ให้เพื่อน ๆ กดเลือกคำว่า Templates ที่อยู่ตรงมุมซ้ายบน เพื่อดาวน์โหลดเทมเพลตมาเขียนได้เลย มีหลากหลายภาษาให้เลือก ใครถนัดภาษาไหนก็เลือกตามใจชอบได้เลย 💞

3. เมื่อได้เทมเพลตภาษาที่ต้องการเเล้ว กดดาวน์โหลดเทมเพลตตรงปุ่ม ‘Download’ โดยจะมีให้เลือกระหว่างไฟล์ PDF และ PNG ซึ่งเทมเพลตจะมาในรูปแบบของช่องตาราง ที่ให้เพื่อน ๆ เขียนตัวอักษรเวอร์ชันของเพื่อน ๆ ลงไปในช่องว่าง 🖍 หากใช้ไอแพดเขียนก็สะดวกสุด ๆ  หรือ จะพิมพ์ไฟล์ออกมาเป็นกระดาษ เขียนด้วยปากกา และสแกนกลับเข้าไปเป็นไฟล์ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน☺️

4. หลังจากเขียนตัวหนังสือของเพื่อน ๆ ลงเทมเพลตเรียบร้อยเเล้ว ให้กลับมาที่เว็บไซต์ Calligraphr แล้วเลือกคำว่า ‘My fonts’ แล้วเลือก ‘Upload Template’ ไฟล์ที่เราได้เขียนลายมือเอาไว้ ✅

5. หลักจากนั้นเว็บไซต์จะแสดงฟอนต์ลายมือของเราออกมา โดยในขั้นตอนนี้สามารถปรับขนาดฟอนต์ ได้ตามใจชอบได้เลย หลังจากนั้นให้กด ‘ADD CHARACTERS TO YOUR FONT‘ จากนั้นเลือก ‘Build Font‘ ตั้งชื่อฟอนต์ เเล้วกด ‘BUILD‘ ได้เลย🧩

แค่นี้ก็ดาวน์โหลดออกมาใช้งานได้แล้ว ง่ายมาก ๆ เลย โดยฟอนต์จะถูกสร้างออกมาเป็นไฟล์สองสกุลด้วยกัน (.ttf และ .otf) ซึ่งเพื่อน ๆ สามารถเลือกดาวน์โหลดได้ทั้งสองแบบเลย 😚


เท่านี้เพื่อน ๆ ก็สามารถสร้างฟอนต์เป็นของตัวเองได้แล้ว NEXKY บอกเลยว่าแค่ 5 ขั้นตอนเท่านั้น ง่ายสุด ๆ 🍌แถมสร้างฟอนต์ได้ฟรี ไม่ต้องเสียเงินเลยสักบาท แต่หากเพื่อน ๆ คนไหนสนใจ features อื่น ๆ จาก www.calligraphr.com ที่ premium ขึ้นไปอีก ก็สามารถใช้แบบเสียค่าบริการได้เหมือนกัน✨

อ้างอิง

💡 ปลดล็อกแนวคิดใหม่ ๆ กับ 3 หนังสือแนว Self-Help!

ช่วงนี้ทุกคนใช้เวลาในบ้านเป็นหลัก 🏡 หลาย ๆ คนค้นพบความสามารถใหม่ บางคนก็ไปเป็นเชฟ บางคนก็เป็นดาว TikTok ส่วนบางคนนั้น แค่อาจจะอยากละสายตาออกจากจอคอมพิวเตอร์ และลองเริ่มอ่านหนังสือบ้าง 📚 NEXKY จึงมีหนังสือ Self-Help หรือหนังสือพัฒนาตนเอง มาแนะนำเพื่อให้ทุกคนได้ปลดล็อกแนวคิด แนวทางการใช้ชีวิตใหม่ ๆ เพื่อต้อนรับปีใหม่ เทอมใหม่ และเราในเวอร์ชั่นใหม่ NEXKY ยกมาให้ด้วยกันทั้งหมด 3 เล่ม จะมีเรื่องอะไรบ้าง มาดูกันเถอะ! 


  1. “ใช้ความคิดเอาชนะโชคชะตา” Mindset: The New Psychology of Success
ใช้ความคิดเอาชนะโชคชะตา : Mindset
ผู้เขียน : Carol S. Dweck (แครอล เอส ดเว็ค), Ph.D.
ผู้แปล : พรรณี ชูจิรวงศ์

หนังสือเล่มนี้พูดถึงความแตกต่างระหว่างสองแนวคิด ได้แก่ Growth Mindset 📈 และ Fixed Mindset นั่นเอง คนที่ครอบครอง Fixed Mindset จะคิดว่าความสามารถของคนเรานั้น พัฒนาได้ยาก แต่คนที่มี Growth Mindset จะคิดว่าคนเราพัฒนาได้เสมอและไม่มีอะไรเป็นขีดจำกัดทั้งนั้น ซึ่งบางคนอาจจะมีทั้ง Fixed และ Growth Mindset เลยก็ได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ 

หนังสือเล่มนี้จะทำให้ทุกคนเปลี่ยนแนวคิดและมองโลกในอีกมุมนึง เพื่อปลดล็อกความสามารถที่ซ่อนอยู่ในตัว⚡️ เพราะว่าทุกคนสามารถนำแนวคิดแบบ Growth Mindset นั้นไปประยุกต์ใช้ได้กับทุก ๆ เรื่องในชีวิตเลยล่ะ ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การทำงาน หรือแม้แต่การเลี้ยงลูก! ถ้าได้อ่านแล้วอาจจะคาดไม่ถึงเลยว่าแค่เปลี่ยน “Mindset” จะทำให้พวกเราได้ปลดล็อกและประสบความสำเร็จในเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างมากมาย  👍

  1. “ชาตินี้คงไปไม่ถึงไหน ถ้าทำอะไรแค่พอผ่าน” Talent is Overrated: What Really Separates World-Class Performers from Everybody Else
ผู้เขียน Geoff Colvin
ผู้แปล สังสิทธิ์ เยาวรัตน์

หนังสือเล่มนี้ต่างออกไปจากเล่มแรก ตรงที่ไม่ได้พูดถึง Mindset แต่พูดถึง “พรสวรรค์” ที่หลาย ๆ คนเชื่อว่ามีมาตั้งแต่เกิด เช่น หัวด้านศิลปะหรือการแสดง 🧑‍🎨👩‍🎤 แท้จริงแล้ว ไม่มีอยู่จริง! เป็นการปลดล็อกความคิดที่จำกัดตัวตนของหลาย ๆ คนเอาไว้ ทำให้บางคนล้มเลิกหรือไม่กล้าคิดจะทำอะไรที่ตนเองไม่ถนัดเลย ด้วยเหตุผลว่า “ฉันไม่มีพรสวรรค์ด้านนี้..ฉันทำไม่ได้หรอก”

หนังสือเล่มนี้นำเหตุผล คำอธิบาย และตัวอย่างอีกมากมายมานำเสมอให้อ่านว่าทุกคนล้วนเกิดมาคล้าย ๆ กันและอะไรกันนะ 🧐 ที่จะทำให้บางคนบางแตกต่างและเก่งกว่าคนอื่นกันแน่? 

  1. “วิธีชนะมิตรและจูงใจผู้คน” How to Win Friends and Influence People
ผู้เขียน Dale Carnegie (เดล คาร์เนกี)
ผู้แปล อาษา ขอจิตต์เมตต์

หนังสือเล่มนี้เป็นอีกเล่มที่คนแนะนำกันปากต่อปากมาเป็นเวลานานตั้งแต่ ค.ศ.1936 เป็นหนังสือแนวพัฒนาตนเองที่เป็นตัวช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในความสัมพันธ์ทุกรูปแบบ 😲 ไม่ว่าจะเป็นกับคู่ธุรกิจ ผองเพื่อน หรือคนรักก็ตาม หนังสือเล่มนี้มีการพูดถึงวิธีต่าง ๆ เช่น วิธีเป็นคนที่น่าคุยน่าคบยิ่งขึ้น 🤗 วิธีรับมือกับคนหลากหลายรูปแบบ วิธีเป็นผู้นำที่ดี และวิธีที่จะชักจูงให้คนเห็นด้วยกับเรา โดยการหยิบยกตัวอย่างจากประสบการณ์ตรงที่จะทำให้เพื่อน ๆ เข้าใจได้ง่ายและนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างรวดเร็วเลยล่ะ บอกเลยว่าทุกอย่างที่อยู่ในหนังสือ จะช่วยให้เพื่อน ๆ ได้ใช้ชีวิตอย่างราบรื่นขึ้นอย่างแน่นอน!


นี่เป็น 3 เล่มที่ NEXKY ขอคอนเฟิร์มว่าเป็นตัวท็อป! ถ้าทุกคนสนใจอ่านสามารถหาซื้อ หรือจะยืมหนังสืออ่านแบบง่ายแสนง่าย! เพียงเปิดแอปฯ CUNEX ในฟีเจอร์ “ห้องสมุด” มีหนังสือดี ๆ อีกมากมายที่พร้อมจะให้ทุกคนหยิบยืม ช่วยเปลี่ยนคุณเป็นคนใหม่ที่เจ๋งกว่าเดิม! ❤️

เทคนิค เพิ่มยอดขายร้านค้าออนไลน์🛍ให้ปังปุริเย่!

ช่วงเหงา ๆ แบบนี้ หลายคนคงกำลังหาอะไรทำแก้เบื่อกันอยู่แน่ ๆ และสิ่งที่แก้เหงาที่ดีที่สุดอย่างนึง นั่นก็คือ “การชอปปิง”✨ โดยเฉพาะการชอปปิงออนไลน์ ไม่ว่าจะทั้งทางเว็บไซต์ official หรือร้านค้ารายย่อย เพราะว่าสะดวกรวดเร็ว แค่กดเลือกสินค้าที่ถูกใจลงตะกร้า🛒 จ่ายเงินผ่านแอปฯ หรือตัดบัตรเครดิต แล้วก็นั่งรอรับสินค้าที่บ้านได้เลย เพราะเหตุนี้ล่ะ การซื้อของออนไลน์ จึงได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ NEXKY แอบเห็นบางคนก็ผันตัวเป็นเจ้าของร้านค้าออนไลน์ หารายได้เสริมเหมือนกันนะ  

แต่ทุกคนเคยสงสัยไหมว่า🤔 แล้วพวกร้านค้าที่ยอดขายปัง ๆ เขาทำอย่างไรถึงมีลูกค้าเยอะแยะ แถมลูกค้าบางคนก็ยังกลับมาซื้อซ้ำ กลายเป็นลูกค้าประจำอีกด้วย ในเมื่อร้านค้าออนไลน์มีเต็มไปหมด วันนี้ NEXKY เลยมีเคล็ดลับดี ๆ มาฝาก รับรองว่าจะช่วยเพิ่มยอดขายให้กับเพื่อนที่กำลังเริ่มธุรกิจกันได้แน่นอน!


1. ใส่ใจกับการทำคอนเทนต์💞 

Content คือส่วนเนื้อหา ซึ่งเราควรสร้างให้น่าดึงดูดที่สุด ข้อมูลควรเขียนด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย น่าสนใจ และไม่ดูยัดเยียดจนเกินไป แต่ควรแฝงข้อดีของสินค้าเอาไว้ในเนื้อหา จะทำให้ลูกค้ารู้สึกสนใจมากกว่าการขายแบบตรง ๆ ซึ่งนอกจากจะต้องเขียน Content ขึ้นมาเองแล้ว📝 การแชร์ Content ที่มีประโยชน์ต่อลูกค้า ก็ช่วยให้ร้านของเราดูไม่น่าเบื่อได้เหมือนกันนะ นอกจากนี้ การเลือกช่องทางปล่อย Content ก็มีความสำคัญ!  ควรเช็กช่องทางการโฆษณาว่า Platform ไหนที่กลุ่มเป้าหมายของเราเข้าถึงได้มากที่สุด ถ้าคนอ่านคนไหนมีงบ ก็อาจเตรียมงบสำหรับการประชาสัมพันธ์เอาไว้ด้วย เพื่อเพิ่มความสำเร็จในการขาย

2. รีวิวจากลูกค้า เพิ่มความน่าเชื่อถือ💛

การที่ร้านค้าจะได้รับความนิยม และเป็นกระแสในเวลานาน ๆ ได้ ปัจจัยสำคัญก็คือ “กลุ่มลูกค้าที่เคยใช้สินค้า” หรือเคยได้รับบริการกับร้านค้ามาก่อนแล้ว🙋‍♂️ ไปแนะนำต่อให้คนใกล้ตัวนั่นเอง ซึ่งการทำแบบนี้ จะช่วยให้ลูกค้าใหม่เกิดความเชื่อมั่นในสินค้าและบริการของเรามากขึ้น เพราะเป็นการรีวิวจากผู้ที่ใช้สินค้าและบริการของร้านเราจริง ๆ 😊 NEXKY คิดว่ารีวิวจากลูกค้า มีประสิทธิภาพมากกว่าการจ่ายค่าโฆษณาแพง ๆ อีกนะ

3. Infographic ช่วยทำให้สินค้าน่าสนใจมากขึ้น😍

Infographic ก็คือ การสรุปข้อมูลความรู้ในรูปแบบภาพกราฟิกที่เข้าใจง่าย ซึ่งจะทำให้สินค้าของเราดูน่าสนใจ และไม่น่าเบื่อ ยิ่งถ้าทำ Infographic ในเรื่องที่น่าจะเป็นประโยชน์แก่ลูกค้า เช่น คำถามที่ลูกค้าถามบ่อย ๆ ขั้นตอนในการสั่งซื้อ วิธีการใช้งานสินค้า เป็นต้น ลูกค้าก็จะรู้สึกว่าร้านของเรามีบริการที่ดี ช่วยส่งเสริมการตัดสินใจซื้อได้อีกด้วย🔝

4. สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าด้วยการรับประกันสินค้า✅

ถึงแม้จะมีการตั้ง Chat Bot ในการตอบคำถามเบื้องต้นให้กับลูกค้าแบบอัตโนมัติ หรือจะมีการพูดคุยกันระหว่างลูกค้าและพ่อค้า/แม่ค้าโดยตรงก็ตาม แต่นั่นไม่เพียงพอ💢 ที่จะสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าได้ เพราะลูกค้ายังคงมีความกังวล จากการที่ยังไม่เคยได้สัมผัสหรือลองใช้สินค้าจริง ทำให้ไม่มั่นใจว่าจะซื้อสินค้าดีหรือไม่ เนื่องจากกลัวสินค้าไม่มีคุณภาพ 

ดังนั้นหากเราต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า การรับประกันสินค้า นับว่าเป็นตัวช่วยที่ดี 👍 เพราะการรับประกันสินค้าว่า หากสินค้ามีตำหนิ หรือสินค้าไม่ถูกต้องตามออเดอร์ ลูกค้าสามารถเปลี่ยนใหม่ได้ หรือคืนเงินให้ทันที ลูกค้าจะรับรู้ถึงความมั่นใจและจริงใจของเรามากขึ้น ว่าสินค้าของเรามีคุณภาพจริง เราถึงกล้ารับประกันโดยแลกกับการรับผิดชอบค่าเสียหายกับลูกค้า 💥แต่ทั้งนี้เราต้องมั่นใจก่อนว่าสินค้าและบริการของเรามีประสิทธิภาพและคุณภาพจริง ไม่เช่นนั้น เราอาจจะได้รับความเสียหายจากการนำเทคนิคนี้ไปใช้


ทั้งหมดนี้ก็เป็นเทคนิคการขายของออนไลน์เด็ด ๆที่ NEXKY คัดมาแล้วว่าดี 👌 หวังว่าเพื่อน ๆ ที่คิดจะเปิดร้านขายของออนไลน์ หรือกำลังเปิดร้านอยู่จะนำเอาเทคนิคเหล่านี้ไปลองปรับใช้ เพิ่มยอดขายให้กับร้านค้าของตนเองกัน 😊 แล้วถ้าเกิดว่าร้านค้าของเพื่อน ๆ ประสบความสำเร็จ รวยเปรี้ยงปร้างขึ้นมาแล้ว ก็อย่าลืมมาเล่าให้ NEXKY ฟังกันด้วยนะ

อ้างอิง: sellsuki, taokaemai, digitorystyle, fillgoods

7 วิธีเรียนออนไลน์อย่างไรให้รอด ในยุค COVID-19

ต้อนรับเทศกาลปีใหม่ ก็เจอกับข่าว COVID-19 ที่กลับมาอีกครั้ง แถมทวีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้เพื่อนๆ ต้องกลับมาเรียนแบบออนไลน์อีกครั้ง เฮ้อ! 🌬 สู้ ๆ นะเพื่อน ๆ NEXKY เป็นกำลังใจให้ทุกคนนะ เราจะผ่านมันไปด้วยกัน ✌ ✌

วันนี้ NEXKY ได้นำบทความดีๆ จาก K Capstone มาฝากกับ “7 วิธีเรียนออนไลน์อย่างไรให้รอดในยุค COVID-19” มาให้เพื่อน ๆ ลองนำไปปฏิบัติกันดู เผื่อเป็นอีกเครื่องมือดี ๆ ที่จะช่วยให้การเรียนออนไลน์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และยังสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขระหว่างนี้ แต่จะมีวิธีอะไรบ้างนั้น มาดูกันเลย!


“7 วิธีเรียนออนไลน์อย่างไรให้รอดในยุค COVID-19”

  1. Set Wake Up Time 🌞
    ตั้งเวลาการตื่นเหมือนกับการไปเรียนจริง เพื่อให้นาฬิกาชีวิตของเราไม่เปลี่ยนไปจากการเรียนที่มหาวิทยาลัยในช่วงก่อนหน้า
  2. Set Rules with Family 👨‍👩‍👧
    ตกลงกฎกติกากับสมาชิกในบ้านให้เรียบร้อย เพื่อไม่ให้เกิดการทำลายสมาธิระหว่างการเรียน แนะนำว่าควรต้องบอกหรือทำตารางเรียนในแต่ละวันให้สมาชิกทุกคนทราบล่วงหน้า
  3. Create a To-Do List 🗒
    ลิสต์ที่จะต้องทำในแต่ละวัน เพื่อให้สามารถวางแผน และติดตามสิ่งที่จะต้องทำในแต่ละวันอย่างมีจุดหมาย พอหมดวันก็จะได้รู้ว่าอะไรเสร็จ หรือยังไม่เสร็จตามที่วางแผนไว้
  4. Build Learning Environment 🏞
    สร้างบรรยากาศที่เหมาะกับการเรียนรู้ เป็นห้องหรือสถานที่ที่ทำให้ตัวเองมีสมาธิ ไม่ถูกรบกวน จัดโต๊ะและเก้าอี้ที่สามารถนั่งเรียนนานๆ ได้
  5. Take Note and Deliver On Time 📝
    จดบันทึก และส่งมอบงาน ควรจดบันทึก และทำแบบฝึกหัดต่างๆ ประหนึ่งว่ามีอาจารย์สอนอยู่ตรงหน้า และต้องส่งงานตามเวลาเสมอ
  6. Take Care of Yourself Well 💪
    แบ่งเวลาพักผ่อนและดูแลตัวเอง ควรแบ่งเวลาการพักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายเป็นประจำ
  7. Manage Your Break Time 🥪 🥤
    ช่วงเบรกก็ควรแบ่งเวลาให้ดี โดยเฉพาะเมื่อเข้าไปในสื่อออนไลน์ที่ไม่ใช่เรื่องเรียน ไม่ว่าจะเล่นเกม หรือท่องโลก Social media ก็ใช้เวลาแต่พอเหมาะ โดยเฉพาะระหว่างการเรียนเพราะจำทำให้สมาธิหลุดออกไปจากการเรียนก็ได้

เมื่อเพื่อนๆ เริ่มปฏิบัติตามคำแนะนำ หรือฝึกวินัยเล็กๆ น้อยๆ ตามบทความที่ NEXKY ได้นำมาฝากกันแล้ว รับรองเลยว่าจะยังสามารถมีความสุขในทุกๆ วันได้อยู่ และที่สำคัญช่วงนี้ขอให้เพื่อนๆ ติดตามอัปเดตข่าวสาร COVID-19 และรักษาสุขภาพกันด้วยนะ ‘กินร้อน ช้อนฉัน ล้างมือบ่อยๆ’  ด้วยความห่วงใยจาก NEXKY คนดีคนเดิมจ้า 😉

อ้างอิง

8 เพลงเพราะ 🎶 ประจำเดือนมกราคม

🌤 ปีใหม่ผ่านเลยไปแล้วเกือบครึ่งเดือน เป็นอย่างไรกันบ้างทุกคน~ ช่วงนี้เพื่อน ๆ นิสิตจุฬาฯ คงปิดเทอมกันอยู่ ส่วนบุคลากรจุฬาฯ คง Work from home กัน ที่สำคัญช่วงนี้ยังยังมีเจ้าโควิดตัวร้ายอยู่ข้างนอกอีกด้วย 🦠🙀 แต่การอยู่บ้านจะไม่น่าเบื่ออีกต่อไป เพราะ DJ NEXKY คนดีคนเดิมมาอัปเดทเพลงฮิตประจำเดือนมกรา มีอะไรน่าสนใจบ้าง มาดูกันเล้ย!


  1. 2021 – Lauv

เพลงส่งท้ายปีจากศิลปินหนุ่มมากความสามารถอย่าง Lauv เพลงนี้ถ้าบอกว่าเป็นเพลงของคนคลั่งรักก็คงจะไม่ผิดนัก 😳 เพราะเนื้อเพลงพูดถึงความสัมพันธ์กับคนรัก เรื่องราวที่ทำด้วยกัน มาพร้อมกับเมโลดี้เพราะ ๆ ฟังเพลินตามสไตล์ของ Lauv เขาล่ะ 💖

  1. ตาแตก – Milli x Wonderframe ft. yinwar

เพลงใหม่จากสองสาวแรปเปอร์มิลลิและวันเดอร์เฟรม จังหวะดีฟังสนุก เนื้อเพลงแรปไม่มีอะไรมาก นอกจากชมในความหล่อของเธอ 🥴 ทำไมเธอหล่อจังเลย หล่อจนตาแตก หล่อมาก หล่อไม่ไหว แต่งกันกันมั้ยคะ และยังได้สองหนุ่มหล่ออย่าง YINWAR 👬 มาช่วยฟีทเจอริ่งอีกด้วย

  1. กอดได้ไหม – K-OTIC

เพลงเก่าร้องใหม่ จนเกิดกระแสใหญ่อีกครั้ง 💥 เคโอติกกลับมารวมตัวกัน และได้หยิบเพลงกอดได้ไหมของ UrboyTJ เอามาคัพเวอร์ ทำให้แฟนคลับเคโอติกหายคิดถึงเลยทีเดียว 🥺 เพราะเอกลักษณ์ของเคโอติกทุกอย่างยังอยู่ครบ ไม่ว่าจะเป็นเสียงร้องนุ่มๆ หรือแรป 3 ภาษา ทั้งไทย เกาหลี ญี่ปุ่น ใครคิดถึงเพลงกามิกาเซ่อย่าลืมไปฟังกันนะ🎶

  1. Baby, I’m Jealous – Bebe Rexha ft. Doja Cat

เป็นเพลงจากการร่วมงานของสองสาวเสียงดี เจ้าของหลายเพลงฮิต อย่าง Bebe Rexha กับ Doja Cat 💃 พูดถึงความรู้สึกหึงหวงและอิจฉา ที่คนรักมองสาว ๆ คนอื่น เป็นบทเพลงที่ได้ถ่ายทอดความรู้สึกไม่มั่นใจ 😢 และความกลัวของฝ่ายหญิงในความสัมพันธ์ออกมาในทำนองสุดติดหู 

  1. Warota People หัวเราะเซ่ – BNK48

อัลบั้มใหม่ล่าสุดจากวงเกิร์ลกรุ๊ปชื่อดังของไทยอย่าง BNK48 เพลงนี้มีวิธีจัดเซมบัตสึที่ได้รับความสนใจจากทั้งวงการเพลง ด้วยการ “เป่ายิงฉุบ” ✌️✊🖐 โดยจีจี้ สาวน้อยดวงดีได้ยืนหนึ่ง เป็นเซนเตอร์ของเพลงนี้ Warota people บอกเราว่าเลิกแคร์โลกที่มันใจร้าย 😖 แล้วมาหัวเราะกันดีกว่า! 🤪 ดนตรีสนุกสนาน มาพร้อมกับท่าเต้นที่เต้นตามง่าย ใครเครียด ๆ เซ็ง ๆ เปิดเพลงนี้ช่วยได้ไม่น้อยเลยล่ะ

  1. What Do I Call You – Taeyeon 

เพลงใหม่จากสาวเจ้าของเสียงทรงพลังอย่างแทยอน ปล่อย EP ใหม่ให้แฟน ๆ ได้หายคิดถึง เพลงใหม่อย่าง What Do I Call You ❓ที่เป็นบทเพลงที่มีการพูดถึงคนรักเก่าที่ยังวนเวียนอยู่ในชีวิตเธอ ความอึดอัดที่เธอรู้สึกเพราะตอนนี้เราสองคนไม่ได้รักกันแล้ว 😿 ทั้ง ๆ ที่เขาคนนั้นเคยเป็นทุกอย่างของเธอ บวกกับความสับสนว่า “ตอนนี้ฉันควรจะเรียกเธอว่าอะไรดีนะ?”

  1. Anyone – Justin Bieber

เพิ่งปล่อยออกมาเลยสด ๆ ร้อน ๆ 🔥 กับเพลงใหม่ของหนุ่มนักร้องสัญชาติแคนาดาขวัญใจวัยรุ่นอย่าง จัสติน บีเบอร์ ที่ปล่อยเพลงบอกรักภรรยาอย่าง Hailey Bieber มานับไม่ถ้วน และแน่นอนว่า เพลงนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเพลงรักแฟน เนื้อเพลงนั้นแสนหวานหยดย้อยเลย NEXKY ขอบอก! เธอเป็นคนเดียวที่ฉันจะรัก~ โอโห ตาร้อนไม่ไหวแล้ว 😤

  1. Cry For Me – Twice 

เพลงนี้ถูกปล่อยมาเซอร์ไพรส์ ⚡️ ชาว Once หรือแฟนคลับของสาว ๆ วง Twice นั่นเอง เล่นเอาหลาย คนฟังทั้งวันแบบหยุดไม่ได้กันเลยทีเดียว ด้วยคอนเซปและแนวเพลงที่ฉีกลุคเดิม ๆ ของสาว ๆออกไปหมดเลย ด้วยมีเนื้อเพลง ทำนอง และท่าเต้นสุดแซ่บ 💋 จงร้องไห้ออกมาเหมือนที่ฉันเคยร้องให้เธอสิ! ใครอยากเห็นสาว ๆ Twice ในลุคที่แตกต่างออกไปจากเดิม พลาดเพลงนี้ไม่ได้เลยนะ‼️ 


กดเซฟ playlist ติดแอคเคาท์ของเพื่อน ๆ เอาไว้ตามด้านล่าง 👇

Design Thinking💡 สุดยอดเทคนิค ฝึกคิดอย่างเป็นระบบ

ช่วงนี้มีคนพูดถึง “Design Thinking” กันเต็มไปหมด สงสัยกันไหมว่า คำนี้มันคืออะไรกันนะ🤔 แน่นอนว่าต้องไม่ใช่ ‘การวาดภาพ/การออกแบบ’ อย่างที่บางคนนึกถึงอยู่แน่ ๆ แต่ว่า  Design Thinking เนี่ย มีความสำคัญต่อการทำงานในปัจจุบันมาก ๆ เลยล่ะ วันนี้ NEXKY เลยไปรวบรวมข้อมูล เพื่อมาเล่าให้ทุกคนได้อ่าน และทำความเข้าใจกันแบบง่าย ๆ อย่ารอช้า รีบมาทำความรู้จักหลักการนี้กันเลยดีกว่า


🌟Design Thinking คืออะไร? 

Design Thinking (กระบวนการคิดเชิงออกแบบ) คือ กระบวนการคิด เพื่อแก้ไขปัญหา/โจทย์ให้ตรงจุด ตลอดจนพัฒนาแนวคิดใหม่ ๆ ในการแก้ไขปัญหา/โจทย์ที่ตั้งไว้ 🔎อีกทั้งเป็นการค้นหาวิธีที่ดีที่สุด และเหมาะสมที่สุดในสถานการณ์นั้น โดยการแก้ปัญหาด้วยกระบวนการนี้จะเน้นไปที่ผู้ใช้งาน หรือผู้บริโภค (User-Centered) เป็นหลัก เพื่อสร้างผลลัพธ์ในอนาคตที่เป็นรูปธรรม สามารถตอบโจทย์ได้อย่างตรงจุด ตลอดจนแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ🔝 รวมไปถึงการเกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่มีประโยชน์อีกด้วย

📌 ประโยชน์ของระบบการคิดเชิงออกแบบ  

  1. ฝึกกระบวนการแก้ปัญหา เพื่อหาทางออกที่เป็นลำดับขั้นตอน📊 : ทุกคนต้องวิเคราะห์ปัญหารอบด้าน อย่างมีแบบแผนและรอบคอบ สิ่งนี้จะช่วยให้เห็นรายละเอียดมากขึ้น ทำให้เข้าใจปัญหาได้อย่างถ่องแท้ และแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด
  2. มีทางเลือกที่หลากหลาย : เกิดจากการแชร์ไอเดีย ระหว่างหาทางแก้ไขปัญหา กับ เพิ่มทางเลือกในการแก้ปัญหา 
  3. มีตัวเลือกที่ดีที่สุด เหมาะสมที่สุด💯 : เมื่อมีตัวเลือกหลากหลาย จะช่วยเพิ่มโอกาสให้เจอตัวเลือกที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุด
  4. ฝึกความคิดสร้างสรรค์💡 : จากการแชร์ไอเดีย/ระดมความคิด จะทำให้สมองเกิดการคิดหลากหลายรูปแบบมากขึ้น กระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ขึ้นได้
  5. เกิดกระบวนการใหม่ จนเกิดนวัตกรรมใหม่🤖 : เมื่อมีการแชร์ไอเดียกัน มักจะทำให้ค้นพบวิธีใหม่ ๆ จนเกิดเป็นการแก้ปัญหารูปแบบใหม่ ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดนวัตกรรมได้นั่นเอง
  6. มีแผนสำรองในการแก้ปัญหา✅ : เวลาที่เรามีไอเดียในการแก้ปัญหามากมาย อาจทำให้บางไอเดียนั้นไม่ถูกเลือก ซึ่งเราก็สามารถนำไอเดียนั้นมาใช้เป็นแผนสำรองในอนาคตได้นะ
  7. องค์กรมีการทำงานอย่างเป็นระบบ👥 : เมื่อเราฝึกคิดอย่างเป็นระบบบ่อย ๆ จะช่วยให้ทำงานได้เป็นระบบมากขึ้น และมีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นอีกด้วย

🧠กระบวนการของการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking Process) 

  1. Empathize เข้าใจปัญหา : ขั้นแรก ต้องทำความเข้าใจปัญหาให้ได้ก่อน เพื่อที่จะได้รู้ ‘Pain Point’ ของกลุ่มเป้าหมาย และหาวิธีที่เหมาะสมและดีที่สุดให้ได้❗️ อาจเริ่มจากการตั้งคำถาม ลองสร้างสมมติฐาน กระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ที่ดี ตลอดจนวิเคราะห์ปัญหา เพื่อหาแนวทางแก้ไขที่ชัดเจน 
  2. Define กำหนดปัญหาให้ชัดเจน : เมื่อทำการวิเคราะห์จนรู้ถึงปัญหาที่ชัดเจนแล้ว ให้นำเอาข้อมูลทั้งหมดมาคัดกรองให้เหลือแต่ ‘ปัญหาที่แท้จริง’🌟 จะทำให้สามารถกำหนดแนวทางในการแก้ไขปัญหาได้
  3. Ideate ระดมความคิด : ลองนำเสนอแนวความคิด ตลอดจนแนวทางการแก้ไขปัญหารูปแบบต่าง ๆ ในหลากหลายมุมมอง ลองคิดออกมาให้ได้มากที่สุด🔥 เพื่อที่จะเป็นฐานข้อมูลในการนำมาประเมินผล แล้วสรุปความคิดที่ดีที่สุดสำหรับการแก้ไขปัญหานั้นๆ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเลือกแค่ความคิดเดียว แต่อาจผสมผสานหลากหลายความคิดให้ออกมาเป็นแนวทางสุดท้ายที่ชัดเจนก็ได้ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้มองปัญหาได้อย่างรอบด้าน และหาวิธีการแก้ปัญหาได้อย่างรอบคอบ
  4. Prototype สร้างต้นแบบที่เลือก : ต้องลงมือปฎิบัติ หรือทดลองทำจริงตามแนวทางที่ได้เลือกมา ตลอดจนสร้างต้นแบบของปฎิบัติการที่ต้องการจะนำไปใช้จริง
  5. Test ทดสอบ : ทดลองนำต้นแบบ หรือข้อสรุปที่จะนำไปใช้จริงมาปฎิบัติก่อน เพื่อทดสอบประสิทธิภาพ ตลอดจนประเมินผล แล้วนำเอาปัญหา หรือข้อดี-ข้อเสียที่เกิดขึ้นมาปรับปรุงแก้ไข ก่อนนำไปใช้จริงอีกครั้ง

😊NEXKY เชื่อว่า ตอนนี้ทุกคนคงรู้แล้วว่า ทำไม “Design Thinking” ถึงเป็นวิธีการคิดที่ได้รับความนิยมในตอนนี้ เพราะไม่ว่าจะเป็นในด้านธุรกิจ หรือการบริหารองค์กรแล้ว การคิดแบบ Design Thinking ก็สามารถทำให้ดำเนินการต่าง ๆ ได้ง่ายและเป็นระบบมากขึ้น 💥เป็นวิธีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้สุดยอดเลยทีเดียว เพื่อน ๆ ก็สามารถนำวิธีนี้ไปปรับใช้กับการทำงานกลุ่มต่าง ๆ ได้เหมือนกันนะ

อ้างอิง

HR NOTE.asia